บทที่ ๒ กฎเกณฑ์การเรียงประโยค (นิบาต)

 

วิธีเรียงนิบาต

       นิบาตทั้งหลาย เป็นส่วนสำคัญในประโยคที่ทำหน้าที่เชื่อมประโยค ให้มีเนื้อความเกี่ยวเนื่องกัน ทำให้เนื้อความสละสลวยขึ้น ทั้งยังทำให้ เนื้อความชัดเจน แน่นอนอีกด้วย เพราะนิบาตบางอย่างสามารถเน้น ข้อความตอนนั้นๆ ได้

       ก่อนอื่นขอแยกนิบาตออกเป็น ๒ พวกใหญ่ๆ คือ

       ๑. นิบาตที่เรียงไว้ต้นประโยคได้ ได้แก่ นิบาตพวก สเจ ยทิ นนุ อโห ยาว ตาว ยถา ตถา เอวํ หนฺท อถ อถโข อถวา อปฺเปวนาม เสยฺยถา กิญฺจาปิ เป็นต้น นิบาตเหล่านี้ นิยมเรียงไว้ต้นประโยค

       ๒. นิบาตที่เรียงต้นประโยคไม่ได้ ได้แก่ นิบาตพวก หิ จ ปน กิร ขลุ สุทํ นุ เจ โข ว วา ปิ ตุ เป็นต้น นิบาตเหล่านี้จะเรียง ไว้ต้นประโยคไม่ได้เด็ดขาด ถือเป็นเรื่องผิดร้ายแรงมาก จะต้องมีบท อื่นนำหน้าแม้เพียงบทเดียวก็ใช้ได้ ส่วนมากก็เรียงไว้เป็นที่ ๒ในประโยค แต่ถ้าบทหน้ามีเนื้อความต้องแปลรวบ หรือจำเป็นอย่างอื่น จะต้องเลื่อนนิบาต เช่น หิ จ ปน กิร เป็นต้น ออกไป แต่ก็นับว่าอยู่ เป็นที่ ๒ เช่นกัน เพราะบทแปลรวบแม้มีหลายศัพท์ก็เท่ากับบทหนึ่งเท่านั้น เช่น

  • : อิตฺถีสทฺโท วิย หิ อญฺโญ สทฺโท ปุริสานํ สกลสรีรํ ผริตฺวา ฐาตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถิ ฯ (๑/๑๔)

       นิบาตทั้งสองพวกนี้ นักศึกษาต้องทำความเข้าใจและต้องจำให้ ได้ว่านิบาตไหนขึ้นต้นประโยควางไว้ต้นประโยคได้ นิบาตไหนวางไว้ต้น ประโยคไม่ได้ โดยการสังเกตจากที่ท่านใช้อยู่ในปกรณ์ต่างๆ เช่น ธรรมบท เป็นต้น

       ข้อบกพร่องอย่างสำคัญของนักศึกษาเรื่องการเรียงนิบาตนี้ คือ เรียงนิบาตที่ขึ้นต้นประโยคไม่ได้ไว้ในตำแหน่งต้นประโยค เช่น

ความไทย : ได้ยินว่า ในเมืองสาวัตถี มีอุบาสกคนหนึ่ง เป็นคนมีศรัทธา

เรียงไทย : กิร สาวตฺถิยํ เอโก อุปาสโก สทฺโธ โหติ ฯ (ผิด)

        เรียงนิบาตขึ้นต้นอย่างนี้ส่อถึงความเป็นผู้ไม่มีครู ไม่รู้หลักการ เรียง ในประโยคชั้นสูงๆ อาจถูกปรับเป็นตกได้ จึงต้องสังเกตและใช้ ให้เป็น

        อนึ่ง เรื่องการนับศัพท์ในประโยคก่อนจะวางนิบาตนั้นควรนับให้ ถูก คือ บทอาลปนะทั้งหมดไม่นับเป็นหนึ่ง เพราะฉะนั้น จะเรียงนิบาต ที่ต้องเรียงไวในตำแหน่งที่ ๒ ไว้หลังอาลปนะ โดยนับบทอาลปนะเป็นหนึ่งอย่างนี้ไม่ถูกต้อง เช่น

ความไทย  : ก็ท่านขอรับ กระผมไม่รู้ได้ทำไปแล้ว

ถูก           :     อหํ ปน ภนฺเต อชานิตฺวา อกรึ ฯ

ผิด           :    ภนฺเต ป อหํ อชานิตฺวา อกรึ ฯ

 

ความไทย   :      พ่อเอ๋ย ถึงมือเท้าของตัวของคนแก่ ก็ยังไม่เชื่อฟัง

ถูก            :     ตาต มหลฺลกสฺส หิ อตฺตโน หตฺถปาทาปิ อนสฺสวา โหนฺติฯ

ผิด            :    ตาต หิ มหลฺลกสฺส อตฺตโน หตฺถปาทาปิ อนสฺสวา โหนฺติฯ

       

        แม้บทอาลปนะอื่น ก็พึงเทียบเคียงอย่างนี้

        ศัพท์นามหรือศัพท์กิริยาทั้งหมดนับเป็นหนึ่งทั้งสิ้น รวมทั้งนิบาต ต่างๆ เช่น กึ น ยถา เป็นต้น ก็นับเป็นหนึ่งได้ เช่น

  • : กึ ปเนตํ อาวุโส ปฏิรูปํ ฯ (๑/๘)
  • : ยถา หิ ปสนฺนํ อุทกํ อาคนฺตุเกหิ นีลาทีหิ อุปกฺกิลิฏฺฐํ นีโลทกาทิเภทํ โหติ, น จ นวํ อุทกํ นาปิ ปุริมํ ปสนฺนอุทกเมว ฯ (๑/๒๑)

        อีกข้อหนึ่ง ประโยคข้างหน้าซึ่งสิ้นสุดข้อความไปแล้ว แต่ไม่มี เครื่องหมาย “ฯ” คั่น ก็ไม่นับเป็นหนึ่งของประโยคถัดไป และประโยค เลขนอกทั้งหมดก็ไม่นับเป็นหนึ่งของประโยคเลขในด้วย เคยพบนักศึกษาเรียงนิบาตแบบนี้ผิด อาจเป็นเพราะเข้าใจผิดก็ได้ เช่น

ความไทย : เศรษฐีนี้รักษาเราในฐานะ ที่ไม่ควรรักษา จริงอยู่ เราตัดศีรษะของตน                  ซึ่งประตับตกแต่งแล้ว....สิ้นสี่อสงไขย กําไรแสนกัป...
เรียงว่า     : อยํ  เสฏฺฐี มํ อรกฺขิตพฺพฏฺฐาเน รกฺขติ, หิ อหํ กปฺปสตสหสฺสาธิกานิ                    จตฺตา ริ อสงฺเขยยานิ อลงฺกตปฺปฏิยตฺตํ สีสํ ฉินฺทิตฺวา (ผิด) (๑/๕)

ความไทย : พระติสสะนั้นให้เกิดขัตติยมานะขึ้นแล้ว ถามว่า ท่านมายังสำนักของ                    ใครกัน เมื่อเขาตอบว่า สำนักพระศาสดา จึงกล่าวว่า ก็พวกท่าน                        สำคัญผมว่าท่านรูปนี้ เป็นใคร ดังนี้              
เรียงว่า     : โส ขตฺติยมานํ ชเนตฺวา ตุมฺเห กสฺส สนฺติกํ อาคตาติ ปุจฺฉิตฺวา “สตฺถุ                     สนฺติกนฺติ วุตฺเต, “ปน มํ โก เอโสติ สลฺลกฺเขถ ฯเปฯ (ผิด) (๑/๓๖)

        การวางนิบาตในสองประโยคนี้ผิดทั้งสิ้น ซึ่งมองดูแล้วเหมือนไม่ผิด เพราะวางไว้กลางข้อความ แต่จัดว่าผิด เพราะประโยคสิ้นสุดลง ก่อนถึงนิบาตนั้นๆ และประโยคเลขในซึ่งเป็นประโยคใหม่ ไม่เนื่องด้วย ประโยคข้างนอก จึงต้องนับหนึ่งกันใหม่

        ข้อนี้ต้องสังเกตและระวังให้ดี จำง่ายๆ ว่าประโยคจะสิ้นสุด ลง เมื่อมีกิริยาคุมพากย์ ส่วนประโยคเลขในซึ่งแทรกเข้ามาในประโยคใหญ่ จัดเป็นประโยคใหม่ต่างหาก ไม่เกี่ยวกับประโยคเลขนอก ในทาง สัมพันธ์ประการใด

        การเรียงนิบาตนี้ มีข้อที่ควรลังเกตและระวังไม่ให้ผิดความ นิยม คือ

        ๑. ปิ อปิ ว เอว อิว เหล่านี้ให้เขียนติดกับบทที่ตนกำกับอยู่ และถ้าสนธิได้ก็นิยมสนธิเลย เช่น

  • : ปพฺพชิสฺสาเมวาหํ ตาต ฯ (๑/๗)
  • : อหํปิ คมิสฺสามีติ ฯ (๑/๕)
  • : ตโต นํ ทุกขมเนฺวติ จกฺกํว วหโต ปทํ ฯ (๑/๒๐)

        ๒. หิ จ ปน เมื่อวางไว้หลังบทหน้าซึ่งลงท้ายด้วย ° (นิคคหิต) นิยมสนธิกับบทนั้น ไม่นิยมเรียงไว้โดดๆ เช่น

  • : เอวญฺหิ โน สิกฺขิตพฺพํ ฯ
  • ไม่นิยมว่า เอวํ หิ โน สิกฺขิตพฺพํ ฯ
  • : กถญฺจ ปน เม ภนฺเต..................
  • ไม่นิยมว่า กถํ จ ปน เม ภนฺเต.....................
  • : อยมฺปน ภิกฺขเว.............
  • ไม่นิยมว่า อยํ ปน ภิกฺขเว................

 

       ต่อไปนี้ จักกล่าวถึงวิธีการเรียงนิบาตแต่ละศัพท์ เฉพาะที่มีกฎ เกณฑ์พิเศษออกไป

 

อ้างอิง

พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙,ราชบัณฑิต). คู่มือ วิชาแปลไทยเป็นมคธ ป.ธ.๔-๙ วิชาแต่งไทยเป็นมคธ ป.ธ.๙. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : บริษัท ฟองทองเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด, ๒๕๔๔.

Leave a comment

You are commenting as guest.

ค้นหา รายชื่อผู้สอบได้




Who's Online

มี 247 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

7100728
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
6906
12132
53131
6961501
214364
349808
7100728

Your IP: 182.232.12.42
2019-07-18 15:56
© Copyright pariyat.com 2019. by กองทะเบียนและสารสนเทศ

Search