เก็บตกข้อสอบสนามหลวง พุทธประวัติ นักธรรมตรี

บทนำ

๑. การเรียนรู้พุทธประวัติได้ประโยชน์อย่างไร ? (๒๕๕๒)
     ตอบ
: ได้ประโยชน์ ๒ ประการ คือ
                ๑.  ในด้านการศึกษา ทำให้ทราบความเป็นมาของพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับการศึกษาตำนานความเป็นมาของชาติตน ทำให้บุคคลได้ทราบว่าชาติของตนเป็นมาอย่างไร  มีความสำคัญอย่างไรเป็นต้น
                ๒. ในด้านปฏิบัติ  ทำให้บุคคลได้แนวในการดำเนินชีวิตตามพระพุทธจริยา อันเป็นปฏิปทานำความสุขความเจริญมาให้แก่บุคคล ตามสมควรแก่การประพฤติปฏิบัติ ฯ

๒. พุทธประวัติว่าด้วยเรื่องอะไร ?  มีความสำคัญอย่างไรที่ต้องเรียนรู้ ? (๒๕๔๙)
     ตอบ
: ว่าด้วยเรื่องความเป็นมาของพระพุทธเจ้า เป็นการแสดงพระพุทธจริยาในด้านต่างๆ ของพระองค์ให้ปรากฏ ฯ มีความสำคัญในการศึกษาและปฏิบัติพระพุทธศาสนา เพราะแสดงพระพุทธจริยาให้ปรากฏเช่นเดียวกับตำนานย่อมมีความสำคัญต่อชาติของตนที่ให้รู้ได้ว่าชาติได้เป็นมาแล้วอย่างไร ฯ

ปริเฉทที่ ๑  ชมพูทวีปและประชาชน

๑. คนในชมพูทวีปแบ่งออกเป็นกี่วรรณะ ? อะไรบ้าง ? (๒๕๕๖)
     ตอบ
: แบ่งเป็น ๔ วรรณะ ฯคือ วรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ วรรณะแพศย์ และวรรณะศูทร์ ฯ

๒. ประชาชนในชมพูทวีป มีกี่จำพวก ? จำพวกไหนบ้าง ? (๒๕๕๔)
     ตอบ
: มี ๒ จำพวก คือ
               ๑. มิลักขะ เจ้าของถิ่นเดิม
               ๒. อริยกะ พวกอพยพมาใหม่ ฯ
               (หรือจะตอบว่า มี ๔ จำพวก หรือวรรณะ ๔ ก็ได้)

๓. ศากยวงศ์สืบเชื้อสายมาจากชนชาติใด ? ชนชาตินั้นมาตั้งถิ่นฐานในชมพูทวีปได้อย่างไร ? (๒๕๕๓)
     ตอบ
: สืบเชื้อสายมาจากชนชาติอริยกะ ฯ ชาวอริยกะนั้นเป็นผู้เจริญด้วยความรู้และขนบธรรมเนียม มีอำนาจมากกว่าพวกมิลักขะเจ้าของถิ่นเดิม เมื่อข้ามภูเขาหิมาลัยมาก็รุกไล่พวกมิลักขะ เจ้าของถิ่นเดิมให้ถอยร่นลงมาทางใต้แล้วเข้าตั้งถิ่นฐานในชมพูทวีปแทน ฯ

๔. คนในชมพูทวีปแบ่งเป็นกี่วรรณะ ? อะไรบ้าง ? พระพุทธบิดาอยู่ในวรรณะอะไร ? (๒๕๕๑)
     ตอบ
: แบ่งเป็น ๔ วรรณะ ฯ   คือ วรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ วรรณะแพศย์ วรรณะศูทร ฯ อยู่ในวรรณะกษัตริย์ ฯ

๕. ประชาชนในชมพูทวีปแบ่งออกเป็นกี่วรรณะ ?  อะไรบ้าง ? มีหน้าที่ต่างกันอย่างไร ? (๒๕๔๘)
     ตอบ
: แบ่งออกเป็น ๔ วรรณะ คือ
                ๑. กษัตริย์ มีหน้าที่ปกครอง
                ๒. พราหมณ์ มีหน้าที่ทางฝึกสอนและทำพิธี
                ๓. แพศย์ มีหน้าที่ทางทำนาค้าขาย
                ๔. ศูทร มีหน้าที่รับจ้าง ฯ

๖. พระพุทธเจ้าสืบเชื้อสายมาจากชนชาติใด ?  ชนชาตินั้นมาตั้งถิ่นฐานในชมพูทวีปได้อย่างไร ? (๒๕๔๗)
     ตอบ
: สืบเชื้อสายมาจากชนชาติอริยกะ ชาวอริยกะนั้นเป็นผู้เจริญด้วยความรู้และขนบธรรมเนียม มีฤทธิ์มีอำนาจมากกว่าพวกมิลักขะเจ้าของถิ่นเดิม เมื่อข้ามภูเขาหิมาลัยมาก็รุกไล่พวกมิลักขะ เจ้าของถิ่นเดิมให้ถอยเลื่อนลงมาทางใต้ แล้วเข้าตั้งถิ่นฐานในชมพูทวีปแทน ฯ

ปริเฉทที่ ๒  สักกชนบทและศากยวงศ์

๑. พระพุทธบิดาทรงมีพระนามว่าอะไร ? ทรงปกครองแคว้นอะไร ? เมืองหลวงชื่ออะไร ? (๒๕๕๖)
     ตอบ
: พระนามว่าพระเจ้าสุทโธทนะ ฯแคว้นสักกะ ฯชื่อกบิลพัสดุ์ ฯ

๒. บุคคลต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับพระมหาบุรุษในฐานะใด? (๒๕๕๕)
    ก.พระเจ้าสีหหนุ  ข.พระนางมหาปชาบดีโคตมีค.พระนางยโสธรา ฆ.นายฉันทะ   ง.นางสุชาดา
     ตอบ
: ก. พระเจ้าสีหหนุ เป็นพระเจ้าปู่
                ข. พระนางมหาปชาบดีโคตมี เป็นพระน้านาง หรือพระมารดาเลี้ยง
                ค. พระนางยโสธร เป็นพระชายา
                ฆ. นายฉันทะ เป็นผู้ตามเสด็จคราวเสด็จออกบรรพชา
                ง.นางสุชาดา เป็นผู้ถวายข้าวมธุปายาสก่อนแต่ตรัสรู้ 

๓. พระนามและนามดังต่อไปนี้ เกี่ยวข้องกับเจ้าชายสิทธัตถะอย่างไร ? (๒๕๔๗)
               ก. พระเจ้าสุทโธทนะ
      ข. พระนางเจ้าสิริมหามายา
      ค. พระนันทะ
      ง. วิศวามิตร
      จ. นายฉันนะ
     ตอบ
: ก. พระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระราชบิดา
                  ข. พระนางเจ้าสิริมหามายา เป็นพระราชมารดา
                  ค. พระนันทะ เป็นพระกนิษฐภาดาต่างพระมารดา
                  ง. วิศวามิตร เป็นครูผู้สอนศิลปวิทยาเมื่อยังทรงพระเยาว์
                  จ. นายฉันนะ เป็นผู้ตามเสด็จในคราวออกผนวช ฯศาสนพิธี

ปริเฉทที่ ๓  พระศาสดาประสูติ

๑. อสิตดาบส อาฬารดาบส และอุทกดาบส มีความเกี่ยวข้องกับพระมหาบุรุษอย่างไร ? (๒๕๕๖)
     ตอบ :
อสิตดาบส เป็นผู้คุ้นเคยเป็นที่เคารพนับถือของศากยสกุล ในเวลาที่พระมหาบุรุษประสูติใหม่ๆ ท่านได้ไปเยี่ยม และได้พยากรณ์ทำนายพระลักษณะของพระมหาบุรุษ ว่ามีคติเป็น ๒ ก่อนคนอื่นทั้งหมด อาฬารดาบสและอุทกดาบส เป็นผู้ที่พระองค์ได้เคยอยู่อาศัยศึกษาลัทธิของท่านทั้ง ๒ ฯ

๒. เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๕ วัน พระราชบิดาโปรดให้ทำอะไรเพื่อพระราชกุมารบ้าง ? (๒๕๕๖)
     ตอบ :
โปรดให้ชุมนุมพระญาติวงศ์ และเสนามาตย์พร้อมกับเชิญพราหมณ์ร้อยแปดคนมาฉันโภชนาหาร แล้วทำมงคลรับพระลักษณะ และขนานพระนามว่าสิทธัตถกุมาร ฯ

๓. เมื่อพระมหาบุรุษมีพระชนมายุได้ ๗ ปี ๑๖ ปี ๒๙ ปี มีเหตุการณ์สำคัญเกิดแก่พระองค์อะไรบ้าง ? (๒๕๕๔)
     ตอบ :
เมื่อพระชนมายุได้ ๗ ปี พระราชบิดาตรัสสั่งให้ขุดสระโบกขรณี ๓ สระในพระราชวัง ให้เป็นที่เล่นสำราญแก่พระองค์เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ ปี พระราชบิดาตรัสสั่งให้สร้างปราสาท ๓ หลังเพื่อเป็นที่เสด็จอยู่ใน ๓ ฤดู และตรัสขอพระนางยโสธรามาอภิเษกเป็นพระชายาเมื่อพระชนมายุได้ ๒๙ ปี ได้พระโอรสนามว่าพระราหุลกุมาร และเสด็จออกบรรพชา ฯ

๔. ภายใน ๗ วัน หลังจากสิทธัตถะราชกุมารประสูติแล้ว มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นแก่พระองค์อย่างไรบ้าง ? (๒๕๕๓)
     ตอบ
: ๑. เมื่อประสูติแล้วใหม่ ๆ อสิตดาบส (หรือกาฬเทวิลดาบส) เข้าไปเฝ้าเยี่ยมและทำนายพระลักษณะ
                 ๒. วันที่ ๕ พระเจ้าสุทโธทนะเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนมาฉันโภชนาหารและขนานพระนามพระราชกุมารว่าสิทธัตถกุมาร
                 ๓. วันที่ ๗ พระราชมารดาทิวงคต ฯ

๕. อสิตดาบสได้ทำนายสิทธัตถกุมารไว้อย่างไร ? (๒๕๕๑)
     ตอบ
: ทำนายไว้ว่า ถ้าอยู่ครองสมบัติ จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิถ้าออกบวช จักได้เป็นพระศาสดาเอกในโลก ฯ

๖. เมื่อพระพุทธเจ้าประสูติได้ ๕ วัน และ ๗ วัน มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้น ? (๒๕๕๐)
     ตอบ
: เมื่อประสูติได้ ๕ วัน พระราชบิดาเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนมาฉันโภชนาหาร ทำนายพระลักษณะและขนานพระนาม  และเมื่อประสูติได้ ๗ วัน  พระราชมารดาเสด็จสวรรคต ฯ  

๗. พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในวันใด ?   ที่ไหน ? (๒๕๕๐)
     ตอบ
: ประสูติในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๘๐ ปีตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๔๕ ปีและปรินิพพานในวันเพ็ญเดือน ๖ ปีตั้งต้นพุทธศก ฯส่วนสถานที่นั้น คือ ประสูติที่ใต้ร่มไม้สาละในลุมพินีวัน ระหว่าง กรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะตรัสรู้ที่ใต้ต้นโพธิ์ (อัสสัตถพฤกษ์) ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ปรินิพพานที่ป่าไม้สาละ (สาลวโนทยาน) เมืองกุสินารา ฯ

๘. เจ้าชายนันทกุมารกับเจ้าหญิงรูปนันทา เป็นพระโอรสและพระธิดาของใคร ?  มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าชายสิทธัตถกุมารอย่างไร ? (๒๕๕๐)
     ตอบ
: เป็นพระโอรสและพระธิดาของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางปชาบดีโคตมี ฯ   มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าชายสิทธัตถกุมารโดยเป็นพระกนิฏฐภาดาและ กนิฏฐภคินีต่างพระมารดา ฯ

๙. เหตุการณ์ที่เงาต้นหว้าในเวลาบ่ายแล้วไม่คล้อยไปตามตะวัน กลับตั้งอยู่ดุจเวลาเที่ยง  ปรากฏเมื่อคราวพระมหาบุรุษทรงทำอะไรอยู่ ? (๒๕๕๐)
     ตอบ
: ทรงนั่งขัดบัลลังก์สมาธิ เจริญอานาปานสติกัมมัฏฐาน ทำปฐมฌาน   ให้เกิดขึ้น ฯ

๑๐. พระนามและนามต่อไปนี้ เกี่ยวข้องกับเจ้าชายสิทธัตถะอย่างไร ? (๒๕๔๙)
     ๑. มหาปชาบดีโคตมี
     ๒. อสิตดาบส (กาฬเทวิลดาบส)
     ตอบ
: ๑. มหาปชาบดีโคตมี เป็นพระมาตุจฉา คือพระน้านางของเจ้าชายสิทธัตถะ
                 ๒. อสิตดาบส (กาฬเทวิลดาบส) คือ ดาบสผู้เป็นที่คุ้นเคยของราชสกุล ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าสุทโธทนะ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติใหม่ๆ และพยากรณ์ว่า พระราชกุมารจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช หรือศาสดาเอกในโลก ฯ

๑๑. ในวันเสด็จแรกนาขวัญ พระเจ้าสุทโธทนะบังคมสิทธัตถราชกุมารผู้ประทับนั่งใต้ต้นหว้า เพราะเหตุไร ? (๒๕๔๘)
     ตอบ
: เพราะทรงเห็นอัศจรรย์ในขณะที่สิทธัตถราชกุมารประทับนั่งใต้ต้นหว้า เงาของต้นหว้าไม่คล้อยไปตามตะวัน แม้จะเป็นเวลาบ่ายแล้ว ยังดำรงอยู่เสมือนเที่ยงวัน ฯ

๑๒. การที่พระราชบิดาและพระญาติวงศ์ คิดผูกพันเจ้าชายสิทธัตถะไว้ให้เพลิดเพลินอยู่ในกามสุขเพราะเหตุไร ? และด้วยวิธีใด ? (๒๕๔๗)
     ตอบ
: นี้จักมีคติเป็นสอง คือ ถ้าอยู่ครองราชสมบัติจักได้เป็นจักรพรรดิราช  หรือถ้าออกบรรพชาจักได้เป็นศาสดาเอกในโลก  จึงปรารถนาให้อยู่ครองราชสมบัติมากกว่าที่จะยอมให้เสด็จออกบรรพชา ฯ ด้วยการตรัสให้ขุดสระโบกขรณีในพระราชนิเวศน์ ๓ สระ เพื่อให้เป็นที่เล่นสำราญพระราชหฤทัย ให้จัดเครื่องทรง คือจันทน์สำหรับทา ผ้าโพกพระเศียร ฉลองพระองค์  ผ้าทรงสะพัก พระภูษา ล้วนเป็นของประณีต ให้สร้างปราสาท ๓ หลังสำหรับเป็นที่ประทับทั้ง ๓ ฤดู  ตรัสขอพระนางยโสธรามาอภิเษกเป็นพระชายา ฯ

ปริเฉทที่ ๔  เสด็จออกบรรพชา

๑. พระมหาบุรุษทรงทอดพระเนตรเห็นคนแก่คนเจ็บคนตาย และบรรพชิตแล้วทรงดำริอย่างไร ? (๒๕๕๖)
     ตอบ
: เมื่อทรงเห็นคนแก่คนเจ็บคนตายแล้ว ทรงน้อมเข้ามาเปรียบกับพระองค์เองเกิดความสังเวชว่า เราจะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายเช่นกัน เมื่อทรงเห็นบรรพชิต ทรงดำริว่า สาธุโขปพฺพชฺชา บวชดีนักแล ฯ

๒. พระมหาบุรุษเสด็จออกบรรพชา เพราะทรงปรารภเหตุอะไร? (๒๕๕๕)
     ตอบ
: พระมหาบุรุษเสด็จออกบรรพชา เพราะทรงปรารภความแก่ ความเจ็บ ความตาย อันครอบงำมหาชนทุกคน อีกนัยหนึ่ง เพราะทรงทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง ๔ คือ คนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ทรงสลดพระทัยเพราะไม่เคยพบเห็นมาแต่ก่อน ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นสมณะเข้าเกิดพระทัยในการบรรพชา ฯ

๓. พระพุทธเจ้าเสด็จออกบรรพชา ตรัสรู้ และปรินิพพาน เมื่อมีพระชนมายุเท่าไรบ้าง ? (๒๕๕๓)
     ตอบ
: เสด็จออกบรรพชา เมื่อมีพระชนมายุ ๒๙ ปีตรัสรู้ เมื่อมีพระชนมายุ ๓๕ ปีปรินิพพาน เมื่อมีพระชนมายุ๘๐ ปี ฯ

๔. เทวทูต ๔ ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นคืออะไรบ้าง ?   ทรงเห็นแล้ว มีพระดำริอย่างไร ? (๒๕๕๒)
     ตอบ
: คือ  คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ฯ  ทรงมีพระดำริว่า  บุคคลทั่วไปถูกความเจ็บ ความแก่ ความตายครอบงำไม่ล่วงพ้นไปได้ ถึงพระองค์เองก็มีอย่างนั้นเป็นธรรมดา ควรแสวงหาอุบายเครื่องพ้น  แต่ฆราวาสเป็นที่คับแคบ ดุจเป็นทางที่มาแห่งธุลี  บรรพชาเป็นช่องว่าง พอที่จะแสวงหาอุบายนั้นได้ จึงน้อมพระหฤทัยไปในบรรพชา ฯ

๕. เจ้าชายสิทธัตถะทรงปรารภอะไรจึงเสด็จออกบรรพชา ? หลังจากบรรพชาแล้วกี่ปีจึงตรัสรู้ ? (๒๕๔๙)
     ตอบ
: ทรงปรารภความแก่ ความเจ็บ ความตาย และสมณะ (เทวทูต ๔) ฯ   ๖ ปี จึงตรัสรู้ ฯ

๖. พระมหาบุรุษเสด็จออกบรรพชา เพราะทอดพระเนตรเห็นอะไร ?  และเมื่อเห็นแล้วทรงพระดำริอย่างไร ? (๒๕๔๙)
     ตอบ
: เพราะทอดพระเนตรเห็นเทวทูต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ฯ   ทรงพระดำริว่า บุคคลทั่วไปเมาอยู่ในวัย ในความไม่มีโรค และในชีวิต ถูกความเจ็บ ความแก่ ความตายครอบงำ ไม่ล่วงพ้นไปได้ ถึงพระองค์เองก็มีอย่างนั้นเป็นธรรมดา ควรแสวงหาอุบายเครื่องพ้น ธรรมดาสภาวะทั้งปวงย่อมมีของที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามแก้กัน เช่นมีร้อนก็ต้องมีเย็นแก้ มีมืดก็ต้องมีสว่างแก้  แต่ฆราวาสเป็นที่คับแคบ ดุจเป็นทางที่มาแห่งธุลี บรรพชาเป็นช่องว่าง พอที่จะแสวงหาอุบายนั้นได้ จึงน้อมพระทัยไปในบรรพชา ฯ

ปริเฉทที่ ๕  ตรัสรู้

๑. พระมหาบุรุษเสด็จประทับบำเพ็ญเพียรจนถึงตรัสรู้ ณ ตำบลใด ? (๒๕๕๖)
     ตอบ
: ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ฯ

๒. ทุกรกิริยา คืออะไร? พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาด้วยอย่างไรบ้าง? จงบอกมา ๑ ข้อ (๒๕๕๕)
    
ตอบ : ทุกรกิริยา คือ การทรมานกายให้ลำบาก ฯพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ๓ วาระ
               ๑.ทรงกดพระทนต์ด้วยพระทนต์ (กัดฟัน) กดพระตาลุด้วยพระชิวหา (เอาลิ้นดุนเพดาน) ไว้จนแน่จนพระเสโท (เหงื่อ) ไหลออกจากพระกัจฉะ (รักแร้)
               ๒.ทรงผ่อนกลั้นลมหายใจเข้าออก
               ๓.ทรงอดพระกระยาหาร

๓. พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ณ ที่ไหน ? ผู้ที่รู้เห็นเป็นพยานในเรื่องนี้คือใคร ? (๒๕๕๔)
    
ตอบ : ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ฯคือ พระปัญจวัคคีย์ ฯ

๔. พระมหาบุรุษได้ทรงศึกษาในสำนักอาฬารดาบสและอุทกดาบสจนจบวิชาความรู้ของอาจารย์ การที่กล่าวว่าพระองค์ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองโดยไม่มีใครเป็นครูอาจารย์ นั้นเพราะเหตุไร ? (๒๕๕๔)
    
ตอบ : เพราะความรู้ที่เรียนในสำนักดาบสทั้ง ๒ นั้น เป็นโลกิยธรรม ส่วนความรู้ที่ตรัสรู้เองนั้น เป็นโลกุตรธรรมที่ไม่มีใครรู้มาก่อน ฯ

๕. ปัญจวัคคีย์ คือใคร ? มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าขณะที่ยังทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างไร ? (๒๕๕๓)
    
ตอบ : คือ นักบวชกลุ่มหนึ่ง มีทั้งหมด ๕ คน มีท่านโกณทัญญะเป็นหัวหน้า ฯได้ตามเสด็จ คอยอุปัฏฐากรับใช้อยู่ตลอดเวลา ฯ

๖. การที่พระมหาบุรุษทรงเลิกบำเพ็ญทุกกรกิริยานั้น เพราะเหตุไร ? (๒๕๕๒)
     ตอบ
: เพราะทรงดำริว่า  ทุกกรกิริยาที่ทรงบำเพ็ญนั้นจะยิ่งไปกว่านี้ไม่มี   แต่ก็ไม่เป็นทางให้ตรัสรู้ได้ การบำเพ็ญเพียรทางจิตจักเป็นทางตรัสรู้ได้กระมัง  แต่คนซูบผอมเช่นนี้ไม่สามารถทำได้   จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกกรกิริยา  กลับมาเสวยพระอาหารตามปกติ ฯ

๗.พระญาณที่เกิดขึ้นแก่พระมหาบุรุษในวันที่ตรัสรู้นั้น คืออะไรบ้าง ? (๒๕๔๘)
     ตอบ
: คือ  ๑. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ  ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงชาติหนหลังของพระองค์ได้
                        ๒. จุตูปปาตญาณหรือทิพพจักขุญาณ ญาณหยั่งรู้การจุติและการเกิดของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปตามกรรม
                        ๓. อาสวักขยญาณ ญาณเป็นเหตุสิ้นอาสวะอันหมักหมมอยู่ในจิตตสันดาน ฯ

ปริเฉทที่ ๖  เสวยวิมุตติสุข

๑.  เมื่อพระศาสดาเสด็จไปเมืองพาราณสีเพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ ทรงพบใครในระหว่างทาง ? และหลังสนทนากันแล้วผู้นั้นได้บรรลุผลอะไร ? (๒๕๕๖)
     ตอบ
: ทรงพบอุปกาชีวก ฯไม่ได้บรรลุผลอะไร ฯ

๒. บุคคลผู้แสดงตนเป็นอุบาสกด้วยการถึงรัตนะ ๒ และรัตนะ ๓ เป็นคนแรกคือใคร ? (๒๕๕๖)
     ตอบ
: ผู้ถึงรัตนะ ๒ คือตปุสสะและภัลลิกะ ฯ, ผู้ถึงรัตนะ ๓ คือ บิดาพระยสะ ฯ

๓. พระพุทธเจ้าทรงตัดสินพระทัย จะแสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ก่อนเพราะเหตุไร? (๒๕๕๕)
     ตอบ
: เพราะทรงระลึกถึงอุปการคุณของปัญจวัคคีย์ที่ได้คอยอุปัฏฐากพระองค์เมื่อครั้งทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ฯ

๔. พระสาวกผู้บรรลุพระโสดาบัน และ พระอรหันต์ ครั้งแรกคือใคร? (๒๕๕๕)
     ตอบ
: พระโสดาบัน คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ฯ  พระอรหันตสาวก คือ พระปัญจวัคคีย์ ฯ

๕. พระอัญญาโกณฑัญญะได้ชื่อว่าเป็นปฐมสาวก เพราะเหตุไร ? (๒๕๕๔)
     ตอบ
: เพราะได้ฟังธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จนได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นองค์แรก ฯ

๖. เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ พระองค์ทรงพิจารณาบุคคลผู้สามารถจะตรัสรู้ธรรมได้โดยเปรียบเทียบกับบัว ๓ เหล่า อย่างไรบ้าง ? (๒๕๕๓)
     ตอบ : ๑. บุคคลบางคน มีกิเลสน้อย มีอินทรีย์แก่กล้า เป็นผู้จะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย อาจจะตรัสรู้ธรรมพิเศาได้โดยฉับพลัน เปรียบเหมือนบัวที่ตั้งอยู่พ้นน้ำ เมื่อถูกแสงอาทิตย์ก็จักบานในวันนั้น
                 ๒. บุคคลบางคน มีกิเลสปานกลาง มีอินทรีย์ปานกลาง เป็นผู้จะพึงสอนให้รู้ได้เมื่อได้รับคำแนะนำ เปรียบเหมือนบัวที่ตั้งอยู่เสมอน้นจักบานในวันพรุ่งนี้
                 ๓. บุคคลบางคน มีกิเลสหนา มีอินทรีย์อ่อน เมื่อได้รับการสั่งสอนอบรมอยู่เสมอ ๆ ก็จะสามารถบรรลุธรรมได้ เปรียบเหมือนบัวที่ตั้งอยู่ในน้ำ จักบานในวันต่อ ๆ ไป ฯ

๗. อนัตตลักขณสูตร ว่าด้วยเรื่องอะไร ? ทรงแสดงเมื่อไร ? ผลเป็นอย่างไร ? (๒๕๕๒)
     ตอบ
: ว่าด้วย ขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา ฯ   เมื่อวันแรม ๕ ค่ำ เดือน ๘ ฯ  ผล  คือจิตของพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕  พ้นแล้วจากอาสวะ  ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ฯ

๘. พระกระยาหารมื้อแรกของพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้คืออะไร ?   ใครเป็นผู้ถวาย ? (๒๕๕๑)
     ตอบ
: คือ ข้าวสัตตุผง ข้าวสัตตุก้อน ฯ พ่อค้า ๒ คน ชื่อตปุสสะและภัลลิกะ ฯ

๙. พระอรหันตสาวก ๕ รูปแรก คือใครบ้าง ? (๒๕๕๑)
     ตอบ
: คือ ๑. พระโกณฑัญญะ ๒. วัปปะ ๓. ภัททิยะ ๔. มหานามะ ๕. อัสสชิ ฯ

๑๐. ธรรมจักษุ ดวงตาเห็นธรรมนั้น คือเห็นว่าอย่างไร ?   ได้เกิดขึ้นแก่    ผู้ใดเป็นคนแรก ? (๒๕๕๐)
     ตอบ
: เห็นว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับเป็นธรรมดา” ฯ   เกิดแก่โกณฑัญญพราหมณ์เป็นคนแรก ฯ

๑๑. ในปฐมเทศนา พระพุทธเจ้าทรงแสดงอริยสัจไว้เท่าไร ?  อะไรบ้าง ? (๒๕๔๙)
     ตอบ
: ทรงแสดงอริยสัจไว้ ๔ ประการ ฯ   คือ 
                ๑. ทุกข์
                ๒. สมุทัย
                ๓. นิโรธ
                ๔. มรรค ฯ

๑๒. หลังจากตรัสรู้แล้ว ในระหว่างทางที่เสด็จไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระพุทธองค์ทรงสนทนากับใคร ?  และผู้นั้นได้บรรลุธรรมชั้นไหน ? (๒๕๔๗)
     ตอบ
: ทรงพบอุปกาชีวก ฯ  อุปกาชีวกไม่ได้บรรลุธรรมชั้นไหนเลย ฯ

ปริเฉทที่ ๗  ส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนา

๑. “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” เป็นคำอุทานของใคร? (๒๕๕๕)
    
ตอบ : คำอุทานของ ยสะกุลบุตร ฯ

๒. คำว่า “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” เป็นคำอุทานของใคร ? ความวุ่นวายขัดข้องนั้นสงบลงได้อย่างไร ? (๒๕๕๔)
    
ตอบ : ของยสกุลบุตร ฯได้โดยการฟังพระธรรมเทศนา อนุปุพพีกถาและอริยสัจ ๔ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโปรด ฯ

๓. ฆราวาสที่บรรลุพระอรหัตผลคนแรกคือใคร ? เพราะฟังธรรมอะไร ? (๒๕๕๒)
    
ตอบ : คือ ยสกุลบุตร ฯ   เพราะฟังอนุปุพพีกถา และอริยสัจ ๔ ฯ

๔. พระพุทธเจ้าทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่ใคร ? ที่ไหน ? (๒๕๕๑)
     ตอบ
: แก่ชฎิล ๓ พี่น้อง และบริวาร ๑,๐๐๐ คน ฯ ที่ตำบลคยาสีสะ ใกล้แม่น้ำคยา ฯ

๕. อนุปุพพีกถา คืออะไรบ้าง ?  ทรงแสดงแก่ใครเป็นครั้งแรก ? (๒๕๔๘)
     ตอบ :
คือ ทาน ศีล สวรรค์ กามาทีนพ และเนกขัมมานิสงส์ ฯ แก่ยสกุลบุตร ฯ 

๖. ในพิธีศิวาราตรี ถือว่าการอาบน้ำชำระร่างกายในแม่น้ำเป็นการลอยบาป  ส่วนในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงแสดงวิธีลอยบาปไว้อย่างไร ? (๒๕๔๗)
     ตอบ
: ทรงแสดงไว้ว่า การยังบาปให้สงบระงับจากสันดาน ละกิเลสที่ทำให้เป็นผู้ดุร้ายเย่อหยิ่งและกิเลสที่ย้อมจิตให้ติดแน่นในกามารมณ์ เป็นการลอยบาป ฯ

ปริเฉทที่ ๘  เสด็จกรุงราชคฤห์

๑. คำว่า ดวงตาเห็นธรรม นั้นคือเห็นอย่างไร ? พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรได้ดวงตาเห็นธรรมเพราะฟังธรรมจากใคร ? (๒๕๕๓)  
     ตอบ :
คือเห็นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ฯ  พระโมคคัลลานะได้ดวงตาเห็นธรรมเพราะฟังธรรมจากพระสารีบุตร และพระสารีบุตรได้ดวงตาเห็นธรรมเพราะฟังธรรมจากพระอัสสชิเถระ ฯ

๒. พระอัครสาวกทั้ง ๒ องค์สำเร็จเป็นพระโสดาบันเพราะฟังธรรมจากใคร ? (๒๕๕๒)
     ตอบ
: พระสารีบุตร ฟังธรรมจากพระอัสสชิเถระ ฯ, พระโมคคัลลานะ ฟังธรรมจากพระสารีบุตร ฯ

ปริเฉทที่ ๙  ทรงบำเพ็ญพุทธกิจในแคว้นมคธ

๑. พระพุทธเจ้าทรงเลือกแคว้นมคธเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาเป็นแห่งแรก เพราะเหตุไร ? (๒๕๕๒)
     ตอบ
: เพราะแคว้นมคธ  เป็นแค้วนใหญ่มีอำนาจและบริบูรณ์ด้วยสมบัติมีประชาชนมาก  มีเจ้าลัทธิมาก  จึงทรงเลือก ฯ

๒. จาตุรงคสันนิบาต คือ การประชุมที่ประกอบด้วยองค์อะไรบ้าง ?(๒๕๕๑)
    
ตอบ : ด้วยองค์ คือ  ๑. พระสาวกผู้เข้าประชุมนั้น ล้วนเป็นพระอรหันต์
                  ๒. ทุกท่านล้วนได้รับเอหิภิกขุอุปสัมปทา
                  ๓. ไม่ได้มีการนัดหมาย ต่างมาประชุมพร้อมกันเอง
                  ๔. วันนั้นเป็นวันเพ็ญเดือนมาฆะ และพระศาสดาประทานพระบรมพุทโธวาท ซึ่งเรียกว่า โอวาทปาฏิ-โมกข์ ฯ

๓. เพราะเหตุใดพระพุทธเจ้าทรงเลือกแคว้นมคธเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก ? (๒๕๔๙)
     ตอบ :
เพราะแคว้นมคธเป็นเมืองใหญ่มีอำนาจและบริบูรณ์ด้วยสมบัติ คับคั่งด้วยประชาชน พระเจ้าพิมพิสารทรงปกครองโดยสิทธิ์ขาด ทั้งเป็นที่อยู่แห่งครูเจ้าลัทธิมากกว่ามาก

๔. ในวันจาตุรงคสันนิบาต พระศาสดาทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่ใคร ?  ที่ไหน ? ทรงยกธรรมข้อใดขึ้นแสดงเป็นข้อต้น ? (๒๕๔๘)
     ตอบ :
ทรงแสดงแก่พระอรหันตขีณาสพ จำนวน ๑,๒๕๐ องค์ ฯ ณ เวฬุวนาราม แคว้นมคธ ฯ  ทรงยกธรรมข้อขันติขึ้นแสดงเป็นข้อต้น ฯ

ปริเฉทที่ ๑๑  เสด็จแคว้นโกศล

๑. ครั้งพุทธกาล วัดเชตวันนั้น ตั้งอยู่เมื่องอะไร? ใครเป็นผู้สร้างถวาย? (๒๕๕๕)
     ตอบ
: วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล อนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นผู้สร้างถวาย และพระพุทธองค์ประทับจำพรรษานานถึง ๑๙ พรรษา ฯ

ปริเฉทที่ ๑๒  ปรินิพพาน

๑. ปฐมสาวก และ ปัจฉิมสาวก คือใคร? (๒๕๕๕)
     ตอบ :
ปฐมสาวก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ    ปัจฉิมสาวก คือ พระสุภัททะ ฯ

๒. สถานที่ต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับพระบรมศาสดาอย่างไร ? (๒๕๕๔)
     ๑. ลุมพินีวัน     ๒. อิสิปตนมฤคทายวัน      ๓. ลัฏฐิวัน   ๔. เวฬุวัน    ๕. สาลวัน
     ตอบ
: ๑. ลุมพินีวัน เป็นสถานที่ประสูติ
                   ๒. อิสิปตนมฤคทายวัน เป็นสถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์
                   ๓. ลัฏฐิวัน เป็นสถานที่ทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสารและบริวารจนสำเร็จเป็นพระโสดาบัน
                   ๔. เวฬุวัน เป็นสถานที่ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์
                   ๕. สาลวัน เป็นสถานที่ทรงแสดงมรรคมีองค์แปดแก่สุภัททปริพาชก และเป็นสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน ฯ

๓. ถูปารหบุคคล คือบุคคลเช่นไร ? ได้แก่ใครบ้าง ? (๒๕๕๔)
     ตอบ :
คือ บุคคลที่ควรแก่การบรรจุอัฐิธาตุไว้ในสถูปเพื่อเป็นที่กราบไหว้สักการบูชา ฯ ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสาวกและพระเจ้าจักรพรรดิราช ฯ

๔. สังเวชนียสถาน ๔ ได้แก่ที่ใดบ้าง ? (๒๕๕๓)
     ตอบ
: ได้แก่ ๑. สถานที่ประสูติ ๒. สถานที่ตรัสรู้๓. สถานที่แสดงปฐมเทศนา ๔. สถานที่ปรินิพพาน

๕. พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญปฏิบัติบูชายิ่งกว่าอามิสบูชา เพราะเหตุไร ? (๒๕๕๓)
     ตอบ
: เพราะเมื่อพุทธบริษัทปฏิบัติธรรมได้สมควรแก่ธรรมแล้ว ก็จะเป็นปัจจัยให้ตรัสรู้ธรรมได้ ทั้งเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา และเป็นพระพุทธประสงค์หลักในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อีกทั้งการปฏิบัตินี้จะทำให้ศาสนาตั้งมั่นอยู่ได้ยืนนาน ฯ

๖. พระพุทธรูป สังเวชนียสถาน ตุมพสถูป และ อังคารสถูป อย่างไหนเป็นบริโภคเจดีย์และอุทเทสิกเจดีย์ ? (๒๕๕๒)
     ตอบ
: สังเวชนียสถาน ตุมพสถูป และ อังคารสถูป เป็นบริโภคเจดีย์ พระพุทธรูป เป็นอุทเทสิกเจดีย์ ฯ

๖. สถานที่ต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าอย่างไร (๒๕๕๑)
    ก. ลุมพินีวัน ข. อิสิปตนมฤคทายวัน ค. สาลวโนทยาน
     ตอบ
: ก. ลุมพินีวัน เป็นสถานที่ประสูติ
                   ข. อิสิปตนมฤคทายวัน เป็นสถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนา
                   ค. สาลวโนทยาน เป็นสถานที่ปรินิพพาน

๗. พระพุทธองค์ทรงปลงอายุสังขาร คือทรงทำอย่างไร ? ไหน ? เมื่อไร ? (๒๕๕๐)
     ตอบ
: คือทรงกำหนดพระหฤทัยว่า “จักปรินิพพานในอีก ๓ เดือนข้างหน้า” ฯ   ทรงทำที่ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลีแคว้นวัชชี ฯ  เมื่อวันเพ็ญเดือน ๓ ก่อนปรินิพพาน ๓ เดือน (วันมาฆบูชา) ฯ

๘. พระพุทธเจ้าเสวยพระกระยาหารอะไร ก่อนแต่เสด็จปรินิพพาน ?   ใครถวาย ? (๒๕๕๐)
     ตอบ
: เสวยมังสะสุกรอ่อน (สูกรมัททวะ) ฯ  นายจุนทกัมมารบุตรถวาย ฯ

๙. พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานที่ใต้ต้นไม้อะไร ? (๒๕๔๙)
     ตอบ
:ประสูติ และ ปรินิพพาน ใต้ต้นสาละ   ตรัสรู้ ใต้ต้นโพธิ์ (อัสสัตถพฤกษ์) ฯ

๑๐. ผู้ใดได้ถวายภัตตาหารมื้อแรกหลังจากตรัสรู้ และภัตตาหารมื้อสุดท้าย  ก่อนปรินิพพานแก่พระพุทธเจ้า ? (๒๕๔๙)
     ตอบ
: ตปุสสะและภัลลิกะ ๒ พาณิช ได้ถวายภัตตาหารมื้อแรกหลังจากตรัสรู้แล้ว นายจุนทกัมมารบุตร ได้ถวายภัตตาหารมื้อสุดท้ายก่อนปรินิพพาน ฯ

๑๑. พระปัจฉิมโอวาท มีใจความว่าอย่างไร ?  ทรงประทานที่ไหน ? (๒๕๔๘)
     ตอบ
: มีใจความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราผู้พระตถาคตเตือนท่านทั้งหลายให้รู้สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวง  อันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด ฯ   ณ สาลวโนทยาน กรุงกุสินารา แคว้นมัลละ ฯ

๑๒. การปลงอายุสังขารของพระพุทธองค์ ถือโดยใจความว่าอย่างไร ? และทรงปลงอายุสังขารเมื่อใด ? (๒๕๔๗)
     ตอบ
: ถือโดยใจความว่า พระองค์ทรงปลงพระทัยว่าจะทรงบำเพ็ญพุทธกิจต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เพราะปรารภถึงสังขารของพระองค์ว่า ทรงพระชราแก่เฒ่าเป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยเสียแล้ว ที่ทรงเปรียบว่ากายของพระองค์เป็นประหนึ่งเกวียนชำรุดที่ซ่อมแซมด้วยไม้ไผ่ มิใช่สัมภาระเกวียนฉะนั้น ฯ  เมื่อวันเพ็ญเดือน ๓  ก่อนวันปรินิพพาน ๓ เดือน

๑๓. พระพุทธศาสนาสืบเนื่องมาถึงปัจจุบันนี้ได้อย่างไร ? (๒๕๔๗)
     ตอบ
: ได้ด้วยการที่บริษัททั้ง ๔ ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และด้วยวิธีที่พระสงฆ์สาวกผู้ใหญ่  มีพระมหากัสสปะเป็นต้น เป็นประธานจัดทำสังคายนาพระธรรมวินัย วางแบบแผนที่ถูกต้องลงไว้ในพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก เพื่อให้บริษัท ๔ ได้เล่าเรียนปฏิบัติตามเมื่อมีสิ่งไรไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา พระอริยสงฆ์ในยุคนั้นๆ ได้ช่วยกัน ทำสังคายนาเป็นครั้งที่ ๒ และครั้งที่ ๓ เป็นลำดับมา เพื่อชำระสัทธรรมปฏิรูปนั้นเสีย จนได้จารึกไว้ในพระคัมภีร์ให้แพร่หลาย รวมทั้งจัดการส่งพระสงฆ์ไปประกาศพระพุทธศาสนาในดินแดนต่างๆ  ให้ชุมชนในดินแดนนั้นๆ เลื่อมใสปฏิบัติตาม จึงทำให้พระพุทธศาสนาสืบเนื่องมาจนปัจจุบันนี้ ฯ

Leave a comment

You are commenting as guest.


Who's Online

มี 236 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

7100689
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
6867
12132
53092
6961501
214325
349808
7100689

Your IP: 182.232.48.173
2019-07-18 15:50
© Copyright pariyat.com 2019. by กองทะเบียนและสารสนเทศ

Search